บทที่ 5   1/    
已经是第一章了
บทที่ 5
กลางเหมันตฤดู ทั่วทั้งเมืองเป่ยถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนแทบทุกหย่อมหญ้า ทว่าตลาดกลางเมืองกลับยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินทางเข้ามาค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้าไม่ขาดสายราวกับว่าความหนาวเหน็บรอบตัวไม่อาจทำอันตรายใดๆ ต่อพวกเขาได้ หรือบางทีราษฎรในเมืองเป่ยอาจจะคุ้นชินกับมันไปเสียแล้ว ดวงตาคมกริบสีน้ำหมึกของบุรุษผู้หนึ่งกวาดมองพื้นถนนรอบเหลาสุราด้วยสีหน้าครุ่นคิด ขณะที่นิ้วเรียวยาวยังคงขยับจอกสุราในมือให้โคลงเคลงไปมาตามการควบคุมของเขาไม่หยุดมาร่วมสองเค่อ “ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าของตำแหน่งชินอ๋องประจำเมืองเป่ยผินหน้าไปตามเสียงเรียก ก่อนจะพยักพเยิดใบหน้าคมสันเพื่อให้คนสนิทรายงานความคืบหน้าที่เขาให้ไปสืบมาอย่างใจเย็น “ทางเข้าสำนักภูผาโลหิตตั้งอยู่ในค่ายกลป่าไผ่บนเขาโลหิตอย่างที่เราได้รับรายงานมาพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่า…” “ว่าอย่างไร” เจ้าของเสียงทรงอำนาจคาดคั้น องครักษ์ประจำพระองค์อึกอัก แล้วกลืนน้ำลายลงคอไปอย่างฝืดเคือง ก่อนจะกล่าวรายงานต่อ “พวกกระหม่อมไม่สามารถทำลายค่ายกลป่าไผ่ของสำนักภูโลหิตได้พ่ะย่ะค่ะ” ใบหน้าสุขุมเยือกเย็นของคนฟังยังคงราบเรียบดังเดิม ขณะที่หัวหน้าองครักษ์ประจำพระองค์มีเหงื่อเม็ดใหญ่เท่าหัวแม่มือซึมออกมาตามไรผม อันเนื่องมาจากแรงกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากกายแกร่งเบื้องหน้า “มีผู้คนสัญจรไปที่นั่นบ้างหรือไม่” รุ่ยชางเอ่ยถาม “ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ” “เพราะเหตุใด” หัวหน้าองครักษ์ประจำพระองค์ค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนจะรายงานเหตุการณ์หน้าค่ายกลป่าไผ่ของสำนักภูผาโลหิตต่อด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “เดิมทีเมื่อสองวันก่อนชายฉกรรจ์ยากจนผู้หนึ่งเดินทางไปยังหน้าค่ายกลป่าไผ่ ทั้งยังป่าวประกาศไปตลอดทางว่าตนยินดีจะแต่งเข้าตระกูลไป๋ ไม่ว่าเงื่อนไขของการแต่งเข้าตระกูลจะเป็นเช่นไรเขาก็ยินดีทั้งสิ้น แต่มีข้อแม้ว่าแม่นางไป๋จะต้องหาหมอยาที่มีฝีมือดีที่สุดในแผ่นดินต้าหลงมารักษามารดาของเขาให้หายจากโรคประหลาดพ่ะย่ะค่ะ” จอกสุราในมือแกร่งถูกยกขึ้นมาดื่มจนหมด ก่อนที่บุรุษรูปงามจะวางมันลงบนโต๊ะเบื้องหน้า “แล้วเป็นอย่างไร” “ชายฉกรรจ์ผู้นั้นยืนอยู่หน้าค่ายกลเพื่อรอให้คนจากสำนักภูผาโลหิตออกมาอยู่สามวันสามคืน และสุดท้ายเขาก็ถูกเชิญเข้าไปในค่ายกลนั่น ก่อนจะถูกจับโยนออกมาภายในเวลาไม่ถึงชั่วยามพ่ะย่ะค่ะ” คิ้วหนาขมวดเป็นปม ทว่าริมฝีปากมิได้มีคำถามใดเอื้อนเอ่ยออกมา “หลังจากถูกโยนออกมาชายผู้นั้นก็ไม่ได้สติถึงห้าวัน เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทว่าก็ไม่กล้ากลับไปยังสำนักภูผาโลหิตอีกพ่ะย่ะค่ะ” “วิชาผีเสื้อหลับใหลหรือ” รุ่ยชางเอ่ยถามหัวหน้าองครักษ์ “ผู้คนที่ได้ยินเรื่องนี้ต่างโจษขานกันเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” “นอกจากถูกจับโยนออกมาแล้ว ชายผู้นั้นเป็นอันใดหรือไม่” ใบหน้าคร้ามแดดของหัวหน้าองครักษ์หนุ่มแดงก่ำ ก่อนจะรายงานถึงสิ่งที่ตนพึ่งได้รับรู้มาด้วยอารมณ์ที่คล้ายจะกรุ่นโกรธอยู่สักหน่อย “ถูกตัดลิ้นพ่ะย่ะค่ะ” คิ้วทระนงกระตุกเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาคมกริบจะปรายตามองผู้ถ่ายทอดรายงานด้วยสีหน้าดุดัน “ในเมื่อถูกตัดลิ้น แล้วใครบอกเจ้าว่าชายผู้นั้นจำเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาเข้าไปในค่ายกลไม่ได้ ชายใบ้ผู้นั้นเขียนบอกเจ้ารึ” ผู้เป็นนายเหนือหัวเอ่ยถามเสียงเย็น “หามิได้พ่ะย่ะค่ะ ชายผู้นั้นมีท่าทางหวาดกลัว หลบซ่อนตนเองอยู่ภายในบ้านไม่ยอมออกไปไหน มีเพียงเพื่อนบ้านของเขาเท่านั้นที่ป่าวประกาศเรื่องราวเหล่านี้ไปทั่วเมืองเป่ย ทั้งนางยังว่าร้ายแม่นางไป๋ว่าเป็นนางมารร้าย หาใช่จอมยุทธคุณธรรมอย่าง ไป๋เฉียน ผู้เป็นบิดาไม่” ใบหน้าสุขุมอยู่เป็นนิจขบกรามแน่น ก่อนจะใช้ดวงตาคมกริบสีน้ำหมึกราวดวงตามังกรมองทะลุเข้าไปในดวงตาของคู่สนทนา ให้ลงลึกไปถึงก้นบึ้งหัวใจของหัวหน้าองครักษ์คล้ายกับว่ากำลังจะสังหารอีกฝ่ายด้วยปลายมีดที่มองไม่เห็น “กระหม่อม… ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ” คนผิดรีบสำนึก ก่อนจะทรุดเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นเพื่อเตรียมรับโทษทัณฑ์ “เจ้าทำงานให้ข้ามานานแล้วนะอาหยาง” รุ่ยชางกล่าวเสียงเย็น “คราวหน้ากระหม่อมจะตรวจสอบให้ดีกว่านี้พ่ะย่ะค่ะ”
已经是最新一章了
加载中